จุดเริ่มต้นของ Siam Green: จากไข่ไก่ออร์แกนิกสู่กัญชาที่มีจุดมุ่งหมาย
เรื่องราวเบื้องหลังหนึ่งในเชนร้านกัญชาที่ผู้คนไว้วางใจมากที่สุดในประเทศไทย และคนที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมด
“เราพกพาประสบการณ์ติดตัวไปกับทุกบทของอาชีพการงาน” Gaurav Sehgal ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ Siam Green Cannabis Co ย้อนเล่าเส้นทางจากไข่ไก่ออร์แกนิกสู่กัญชา
“พอย้อนกลับไปดู ผมเองก็ยังตกใจว่าเคยจับมาแล้วกี่วงการ เริ่มจากทำงานกับพี่ชายในธุรกิจสำนักพิมพ์ ท่องเที่ยว และโรงแรม ก่อตั้งและขายบริษัทอีเวนต์ของตัวเองในปี 2009 ตามด้วยบริษัทโซเชียลมีเดียในปี 2015 แล้วก็ไปร่วมกับโครงการไข่ไก่ออร์แกนิกเพื่อสังคมทางภาคเหนือของประเทศไทย ซึ่งจนถึงทุกวันนี้ก็ยังช่วยพยุงรายได้ของชาวเขาที่มักถูกมองข้าม หลังจากนั้นก็ได้ลงไปร่วมเปิดบริษัทอื่นๆ ในกลุ่มเดียวกัน ทั้งน้ำมะพร้าวออร์แกนิกบรรจุขวด เมล็ดเจียและบะหมี่ ข้าว และอีกมากมาย ขายในไทยและส่งออกไปทั่วโลก”
ก้าวเข้าสู่วงการกัญชาในไทย

“หลังโควิด ผมค่อยๆ หันมาจดจ่อกับเรื่องกัญชา และเดินหน้าไปเรื่อยๆ จนได้ตำแหน่ง Co-Founder & CEO และเป้าหมายก็ไม่เคยเขวเลยตั้งแต่นั้น”
“เส้นทางของผมเริ่มต้นที่บริษัทกัญชาแห่งหนึ่ง ที่เพิ่งตั้งและกำลังเริ่มหยั่งราก ผมเข้าไปในตำแหน่งรองประธานอาวุโสฝ่ายปฏิบัติการ ช่วยขับเคลื่อนงานทุกด้าน ทั้งรับสมัครทีม ก่อสร้างโรงงาน วางระบบ และจุดไฟให้คน บริษัทดีและทีมเก่ง แต่พอผ่านไปเกือบหนึ่งปี ผมตระหนักว่ามีภารกิจส่วนตัวที่ต้องลงมือ ซึ่งต้องอาศัยอิสระในการตัดสินใจ หลังจากกล่าวลาด้วยดี ผมก็ลงมือเขียนแผนธุรกิจและออกเดินทางระดมทุนเพื่อสร้างไลน์ผลิตภัณฑ์สุขภาพจาก CBD ซึ่งตอนนั้นยังไม่มีในเมืองไทย ผมร่วมมือกับคนอีกหลายคน หานักลงทุนที่สนใจได้บ้าง บางคนอยู่ต่อ บางคนถอยออก แผนธุรกิจและไอเดียถูกโยนเข้ามาเยอะมาก แต่อะไรก็ไม่ขยับไปข้างหน้า เพราะตกลงกันไม่ได้ว่าจะเอาแผนไหนเป็นหลัก
แล้ววันที่ 9 มิถุนายน 2565 ก็โผล่มาแบบไม่ตั้งตัว THC แบบสันทนาการกลายเป็นทั้งสิ่งที่ถูกกฎหมายและแพร่หลายในเวลาเดียวกัน ชัดเจนว่าหลายคนรอวันนี้มานาน เพราะร้านบางร้านเปิดในวันที่ 22 ของเดือนนั้นเลย กลายเป็นเรื่องที่คนทั้งเมืองพูดถึง ฟีดโซเชียลเต็มไปด้วยคนยืนหน้าดิสเพนซารี ซื้อ สูบ และเดินอวดไปทั่ว นักลงทุนที่ผมรวบรวมมาเสนอตัวเองว่าจะใส่เงินทันที ถ้าเปลี่ยนเป้าหมายมาเป็นค้าปลีกกัญชา ตลาดใหญ่กว่า รายได้เข้าทันที ใช้การให้ความรู้ลูกค้าน้อยลง เข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง และยังเปิดช่องให้ออกผลิตภัณฑ์ของเราเองในอนาคต ผมตอบไปว่าเอาเลย แต่เราต้องอุดช่องว่างของตลาดในตอนนั้นก่อน เราต้องโฟกัสที่การควบคุมคุณภาพแบบ จริงจัง การลดอคติ และการให้ความรู้ ร้านหลายร้านที่ผมเดินเข้าไปดูไม่ได้ทำตัวเป็นธุรกิจมืออาชีพเลย เหมือนเป็นห้องนั่งเล่นที่เจ้าของมานั่งเสพ ขาย โดยไม่มีระบบควบคุมคุณภาพอะไรเลย ไม่มีการกังวลเรื่องการปนเปื้อนหรือเชื้อรา ซึ่งอันตรายต่อผู้บริโภคได้จริง ฟางเส้นสุดท้ายเกิดตอนผมไปสำรวจทำเลทางภาคใต้ พอคนเราอยู่ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มมาเกือบสิบปี เชื้อราและการปนเปื้อนกลายเป็นศัตรูตัวฉกาจ และตาเราจะคมขึ้นเรื่อยๆ กับเรื่องพวกนี้ ผมเดินผ่านร้านหนึ่งที่วางขวดกัญชาท่ามกลางอากาศร้อนชื้นแบบเขตร้อน เห็นเชื้อราขึ้นชัดเจนในขวดมากกว่าหนึ่งใบ ผมพูดเป็นภาษาอังกฤษกับคนหลังเคาน์เตอร์ตั้งใจจะไม่ให้เขารู้ว่าผมพูดไทยคล่อง เขาตอบว่า ‘ขอบคุณครับ ผมจะทิ้งทันที’ แต่ที่ผมไม่คาดคิด เขายื่นขวดให้พนักงานแล้วบอกเป็นภาษาไทยว่า ‘เอาไปม้วนเป็นพรีโรลล์ รีบขายไปก่อนเลย’ ส่วนหนึ่งของผมอยากแจ้งกระทรวงสาธารณสุข แต่ส่วนที่ใหญ่กว่านั้นอยากเก็บขวดทั้งหมดของเขาไปทำลายเองกับมือ”
จุดที่ทำให้ผมตื่นขึ้นคือ ถ้านี่คือมาตรฐานพื้นฐาน ผมก็มี หน้าที่ ที่จะสร้างทางเลือกให้ผู้บริโภคเข้าถึงกัญชาคุณภาพสูงที่ปลอดภัย และต้องเร็วด้วย ผมคงเป็นแค่จิ๊กซอว์เล็กๆ ของภารกิจนี้ แต่หวังว่า Siam Green จะกลายเป็นเสียงขยายที่กระตุ้นให้คนอื่นยกระดับตามและรักษาความปลอดภัยของผู้บริโภค จริงๆ แล้ว High Times ก็เคยทำสกู๊ปเรื่องนี้ของเราด้วย

ผมเอาทุกความรู้ที่สั่งสมมาเรื่องการบริหาร การควบคุมคุณภาพ และตลาดเกิดใหม่มาใช้เต็มที่ ผมและหุ้นส่วนมั่นใจว่าได้ทีมที่ดีที่สุด ให้ความรู้เรื่องกัญชาทุกสัปดาห์อย่างต่อเนื่องมาจนถึงวันนี้ ครอบคลุมตั้งแต่นโยบาย สุขภาพ การควบคุมคุณภาพ ไปจนถึงเรื่องอื่นๆ สร้างร้านที่ให้ความรู้สึกเป็นพื้นที่ค้าปลีกที่เน้นสุขภาพและน่าเข้ามากกว่าร้านขายของสูบทั่วๆ ไป และยึดมั่นในค่านิยมและจริยธรรมเสมอ ทุกการตัดสินใจของธุรกิจ ผู้บริโภคปลายทางคือเป้าหมายเสมอ Siam Green ยังเดินบนเส้นทางนี้ต่อไป เราไม่เคยลดคุณภาพเพื่อกำไร เราไม่เคยลดความตั้งใจที่จะมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ให้ลูกค้าทุกคน และเราไม่เคยหยุดเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง ดอกของเราทุกขวดถูกเก็บในตู้ควบคุมอุณหภูมิและความชื้นแบบไฮเทค ที่จะแจ้งเตือนหลายคนทันทีถ้ามีอะไรผิดเพี้ยนหรือค่าผ่านเกณฑ์ที่กำหนด เรามีมาตรฐานเข้มงวดตั้งแต่การเลือกฟาร์มที่ทำงานด้วย ลงลึกถึงแต่ละล็อตการเก็บเกี่ยวของฟาร์มนั้น เรามี SOP ที่แน่นปึ้กตลอดสายซัพพลายเชน ตั้งแต่ตอนรับสินค้าเข้าจนถึงตอนส่งให้ลูกค้า รวมถึงสุขอนามัยและการควบคุมการปนเปื้อน
ระหว่างทาง ผมเผลอ (เกือบจะโดยบังเอิญ) ไปก่อตั้งเครือข่ายผู้ประกอบการในวงการกัญชาขึ้นมา จากกลุ่ม WhatsApp เล็กๆ ของคนทำงานในวงการที่เห็นตรงกันชื่อ Thai Cannabis Network มันเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นเครือข่ายสมาชิกในวงการกว่า 500 คน และมีกลุ่มย่อยของผู้นำในวงการที่ผ่านการคัดกรองอยู่ในนั้นด้วย เป้าหมายคือค่อยๆ ยกภาพลักษณ์ของกัญชาในประเทศไทย คงมาตรฐาน รักษาการดำเนินงานให้ถูกกฎหมาย และเติบโตไปด้วยกัน
เมื่อเราคิดถึงผู้บริโภคปลายทางเป็นที่ตั้ง เราจะไม่ออกนอกเส้นทางที่ภารกิจวางไว้ และเราจะโฟกัสคมเหมือนเลเซอร์กับเป้าหมาย กำไรจะตามมาเอง และมันก็มาจริง Siam Green ทำกำไรได้ภายในปีแรก เราอยากให้ผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงสุดเข้าถึงคนได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เราจึงไม่เคยและจะไม่ผ่อนปรนทั้งการเลือกสินค้าและเลือกสถานที่ ไม่ใช่เรื่องของจำนวนสาขา การไล่จำนวนสาขาเป็นกลยุทธ์ที่ง่ายกว่ามาก แต่นี่คือเรื่องที่ว่าจะส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการคุณภาพสูงสุดให้คนได้มากแค่ไหน

เป้าหมายชัดเจน ผมอยากนำความรู้ในหลายเรื่องเข้ามาประยุกต์ใช้
- การควบคุมคุณภาพ
- การบริการลูกค้า
- ขั้นตอนปฏิบัติงานมาตรฐานและระบบ
นอกจากนั้นยังมีความสนใจส่วนตัวอีกหลายข้อ
- สุขภาพ
- การทำ ‘สิ่งดี’
- การให้ความรู้ที่เป็นประโยชน์และลบอคติต่อสิ่งที่ดูไม่ดีแต่จริงๆ แล้วดี
ขอเขียนเรื่องข้อสุดท้ายให้ชัดอีกที เพราะหลายคนจะเถียง ภารกิจลบอคติของผมไม่ใช่การเชียร์ว่า ‘ทุกคนควรสูบกัญชาและเมา เพราะกัญชาดีกว่าแอลกอฮอล์ (แม้จะมีงานชี้ว่าทำให้อวัยวะเสียหายและเสียชีวิตน้อยกว่าก็ตาม)’ สิ่งที่ผมเชื่อคือ ‘ถ้าใช้อย่างมีประโยชน์ กัญชาเป็นเครื่องมือที่ยอดเยี่ยมต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม’ และผมเชิญใครก็ตามมาถกประเด็นนี้กับผม ถ้ารู้สึกอยาก
สัญญาของ Siam Green คือเราจะรับฟีดแบ็กของคุณไปคิดเสมอ มันจะไปถึงผู้บริหารทุกระดับ และเราจะมุ่งมั่นพาสิ่งที่ดีที่สุดมาให้คุณตลอดไป ทั้งในเรื่องคุณภาพ ประสบการณ์ และความรู้