Sativa กับ Indica เริ่มล้าสมัยแล้ว เรื่องจริงของกัญชาอยู่ที่ Terpene Profile

โดย Siam Green · · อัปเดตล่าสุด 13 พฤษภาคม 2569
10 สายพันธุ์กัญชาแรงที่สุดในกรุงเทพ - Siam Green Cannabis Co

สรุปสั้นก่อนอ่านยาว

เกริ่นนำ

ต้นกัญชาผ่านเรื่องราวที่น่าทึ่งของการเติบโตและพัฒนาการมายาวนานหลายพันปี ทั้งจากธรรมชาติเองและจากการที่มนุษย์เข้าไปจัดการ สายพันธุ์ดั้งเดิมที่ภาษาวิชาการเรียกว่า cultivar คือสิ่งที่เราเรียกกันว่า landrace ทุกวันนี้ พวกมันค่อนข้างเป็นไปตามความเข้าใจเดิมที่ว่า sativa ให้ความรู้สึกตื่นตัวสดชื่น ส่วน indica ผ่อนคลายกว่า แต่ตอนนี้ landrace แท้ๆ เหลือเป็นส่วนน้อยมากของผลผลิตกัญชาทั่วโลก

การผสมข้ามสายพันธุ์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาทำให้คุณสมบัติของพืชปะปนกันไปหมด การแบ่งเป็นสองขั้วแบบเดิมจึงเริ่มใช้ไม่ค่อยได้ผลเท่าเดิม เพราะแทบทุกสายพันธุ์ที่เจอในตลาดตอนนี้คือไฮบริด ผลของแต่ละสายพันธุ์น่าจะขึ้นอยู่กับ terpene profile และอัตราส่วน THC ต่อ CBD มากกว่าจะมาดูที่ biotype ฉะนั้น biotype ทุกวันนี้บอกเรื่องรูปร่างหน้าตาและวิธีปลูกของต้นเสียมากกว่า

บทความนี้จะพาไปดูเรื่องราวของกัญชาตั้งแต่ยุคโบราณจนถึงปัจจุบัน สำรวจการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมที่เกิดขึ้น และดูว่าเราจะเอาความรู้นี้ไปใช้ปรับการบริโภคของตัวเองให้ดีขึ้นได้อย่างไร พร้อมช่วยทำให้พืชโบราณชนิดนี้กลายเป็นเรื่องปกติในสังคมต่อไป

ประวัติการใช้ของมนุษย์

อย่างที่หลายคนรู้กันแล้ว มนุษย์ใช้กัญชามาเป็นเวลาหลายพันปีด้วยเหตุผลที่หลากหลาย พันธุ์แถบยุโรปที่เรียกว่า hemp ถูกเอามาทำเส้นใยสำหรับสิ่งทอ งานก่อสร้าง ฉนวน ไบโอพลาสติก และอื่นๆ อีกมากมาย มีบทความที่ระบุว่าน่าจะมีการใช้เส้นใย hemp มาอย่างน้อย 10,000 ปีแล้ว ทั้งในจีน เอเชียตะวันตก และยุโรป เมล็ดและน้ำมัน hemp อาจถูกใช้เพื่อความงามและการทำอาหาร แต่หลักฐานเก่าแก่ที่สุดของการใช้กัญชาทางการแพทย์ย้อนไปถึง 4,800 ปีก่อนในจีน สมัยที่จักรพรรดิ Shen Nung วางรากฐานการแพทย์แผนจีนอย่างเป็นทางการ

มนุษย์ทั่วโลกใช้กัญชาต่อเนื่องกันมาเรื่อยๆ โดยไม่ค่อยมีอะไรมาขัดจังหวะ ในฐานะของพืชโบราณที่ใช้ตามประเพณีและทางการแพทย์ จนกระทั่งศตวรรษที่ 20 สงครามต่อต้านยาเสพติดของอเมริกาทำให้องค์ความรู้ด้านสุขภาพเรื่องนี้หยุดชะงักไปนาน แต่ถึงอย่างนั้น ตอนนี้ความรู้และสินค้าในวงการก็กลับมาเติบโต ทันยุค และแข็งแรงพอใช้

ที่มาของ Biotype

มีข้อสันนิษฐานว่า biotype sativa, indica และ ruderalis ที่คนรู้จักน้อยกว่า น่าจะวิวัฒนาการมาในช่วงปลายของยุคน้ำแข็งครั้งสุดท้ายซึ่งสิ้นสุดราว 12,000 ปีก่อน ส่วนมนุษย์เริ่มเอาคุณสมบัติพิเศษเหล่านี้มาใช้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ยังเป็นเรื่องที่นักวิชาการถกเถียงกันอยู่

biotype sativa มาจากเขตอบอุ่นของเอเชียตะวันออก วิวัฒนาการจนสูง ผอม ออกดอกช้า และให้ผลผลิตน้อยกว่า indica คุณสมบัติแบบนี้ทำให้ sativa เติบโตได้ดีในที่ร้อน จึงแพร่ไปทั่วเขตร้อนและเขตทุ่งหญ้าทั่วโลก

indica เชื่อกันว่าเกิดขึ้นทางตอนเหนือของอินเดียและปากีสถาน บริเวณเชิงเขาฮินดูกูช indica เข้ากับอากาศเย็นได้ดี เพราะออกดอกตามฤดูและช่วงออกดอกสั้น ลักษณะแบบนี้ทำให้ indica เตี้ยลง อ้วนขึ้น ผลผลิตเยอะกว่า และ THC สูงกว่าเมื่อเทียบกับ sativa

biotype ที่สามที่คนพูดถึงน้อยกว่าคือ cannabis ruderalis เชื่อกันว่าวิวัฒนาการในเอเชียเหนือภายใต้สภาพแวดล้อมที่หนักหน่วงเป็นพิเศษ ต้น ruderalis จึงมักเตี้ย และผลิต THC ได้น้อยกว่าญาติที่ดังกว่ามาก แต่มี CBD อยู่บ้าง ruderalis ออกจะคล้ายต้นฮอปและ hemp ที่ยุโรปใช้ทำเบียร์และสิ่งทอมากกว่า

Landrace กับ Hybrid Cultivar

อ้างอิง: Thai Budtender Academy

landrace คือพืชที่มนุษย์เพาะปลูกโดยที่พันธุกรรมยังไม่ถูกผสมข้ามสายพันธุ์ พันธุกรรมพิเศษแบบนี้หายากมาก ตอนนี้มีเหลือเพียงราว 5% ของกัญชาที่ปลูกกันทั่วโลก

อีก 95% ที่เหลือคือไฮบริด อาจจะเอียงไปทาง indica หรือ sativa ก็ได้ แต่นั่นไม่ได้บอกผลที่ผู้ใช้จะรู้สึกตรงๆ ตัวอย่างเช่น สายพันธุ์หนึ่งอาจมีพันธุกรรม indica เป็นส่วนใหญ่ ทำให้ต้นพุ่ม เตี้ย ผลผลิตเยอะ และ THC สูง แต่ก็มีพันธุกรรม sativa บางส่วนที่รับผิดชอบ terpene ซึ่งอาจทำให้รู้สึกตื่นตัว สรุปแล้วต้นนี้จึงอาจให้ความรู้สึกสดชื่นทั้งที่เป็น indica dominant การผสมข้ามสายพันธุ์ที่ต่อเนื่องทำให้เกิดความเป็นไปได้แทบไม่จำกัด ดังนั้นการศึกษาให้ทันคือสิ่งสำคัญสำหรับการบริโภคที่ดีที่สุดและปลอดภัยที่สุด

landrace มักได้ชื่อตามที่มา เช่น Hindu Kush และ Afghani ที่เป็น indica landrace แบบหนักๆ ดอกที่ขึ้นในพื้นที่เหล่านี้มีรสชาติเข้มและกลิ่นดิน ผลิตยางเยอะ จนเป็นที่มาของ hashish สายพันธุ์เหล่านี้คือต้นกำเนิดของภาพ indica ที่เรารู้จัก คือทำให้สงบและง่วงกว่า sativa ในยุคนั้น ที่เหลือในตระกูล Kush และ Afghani ส่วนใหญ่ตอนนี้เป็นไฮบริด แต่ก็ยังให้กลิ่นดินผสมเครื่องเทศคล้ายเดิม

sativa landrace อย่าง Thai Stick ก็ได้ชื่อตามแหล่งที่มาเหมือนกันคือประเทศไทย ความทนร้อนของ sativa ทำให้มันเติบโตได้ในเขตร้อนชื้น และฝังตัวเข้าไปในประเพณีและพิธีกรรมทางศาสนาในแถบนี้ sativa landrace มักให้ฟีลแบบหัวโล่งกว่า indica และมีโทนรสชาติออกไปทางผลไม้สดและมะม่วง

Acapulco Gold เป็น sativa landrace จากชายฝั่งแปซิฟิกของ Acapulco ในเม็กซิโก ดังขึ้นมาในยุค 1960 ด้วยฟีลที่ยกระดับและสดชื่น น่าสังเกตว่า landrace จะให้คุณภาพและรสชาติไม่เท่าเดิมเมื่อปลูกนอกบ้านเกิด Acapulco Gold คือต้นพ่อต้นแม่ของไฮบริด Skunk No1 ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการผสมพันธุ์กัญชาสมัยใหม่ จึงมีสถานะสูงในวงการ

Terpene

Terpene คือสารหอมตามธรรมชาติที่พืชจำนวนมากและสัตว์บางชนิดผลิตขึ้น เป็นตัวให้สี กลิ่น และคุณสมบัติด้านสุขภาพของพืช

terpene มีหลากหลายมาก เจอได้ในพืชทั่วโลก เช่น พริกไทยและกานพลูมีรสเผ็ดเพราะ caryophyllene สนและโรสแมรี่มี pinene ทำให้มีกลิ่นน้ำมันไม้แบบเฉพาะตัว มะนาว lime และผลไม้ตระกูลส้มมี limonene ซึ่งเป็นที่มาของกลิ่นมะนาวคั้นสด

พืชแต่ละชนิดก็มีคุณสมบัติด้านสุขภาพในแบบของตัวเองจาก terpene ที่บรรจุอยู่ มะนาวอาจช่วยให้บางคนรู้สึกสดชื่น ชาโรสแมรี่อาจช่วยเรื่องสมาธิ และพริกไทยดำมักถูกพูดถึงว่าอาจสนับสนุนระบบภูมิคุ้มกัน สารที่อาจมีประโยชน์เหล่านี้ตอนนี้ก็แฝงอยู่ในกัญชาที่มนุษย์ได้พัฒนาทางพันธุกรรมมาแล้วเช่นกัน

terpene ถูกผสมข้าม biotype จนคำว่า indica กับ sativa เริ่มล้าสมัย แต่นั่นก็เปิดทางให้เกิดความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกว่าระหว่างเรากับต้นกัญชา ยิ่งรู้จัก terpene ของกัญชาและบทบาทที่อาจมีต่อสุขภาพมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งเอาความรู้นั้นไปปรับใช้ในอาหารหรือไลฟ์สไตล์อื่นๆ เพื่อการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมได้มากเท่านั้น

Hraenxpgvic6i1aP1vg Mpbto2L9aLBHnomMvHt Gpdxw S7IBPOBx4yCtigDUgw Fdhjriqgjdcuj6EWDJiSAdNjotG2ps1SgC7PDK2Uu4YjnqJk4z...

การจัดประเภท Chemotype สมัยใหม่

ทุกวันนี้ เวลาคนเริ่มจริงจังกับการใช้กัญชามากขึ้น วงการเริ่มจัดประเภทสายพันธุ์ตาม chemotype ซึ่งหมายถึงอัตราส่วนระหว่าง THC กับ CBD ในดอก แค่นี้ก็พอบอกอะไรที่เป็นพื้นฐานเกี่ยวกับสินค้าได้แล้ว โดยที่ยังไม่ต้องดู terpene ด้วยซ้ำ

chemotype I คือมี THC สูงกว่า CBD ส่วนใหญ่ทำให้รู้สึก “เมา” จึงควรเช็ค terpene เพื่อรู้ว่ารูปแบบของฟีลนี้เป็นยังไง กัญชาในตลาดส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มนี้

chemotype II คือ THC กับ CBD ใกล้เคียงกัน ความน่าจะเป็นที่จะรู้สึกถึงผลด้านสุขภาพแบบองค์รวมจาก CBD ก็เลยมีอยู่ในประสบการณ์นี้ และมีโอกาสที่ความผ่อนคลายจะเสริมกับ terpene ได้

chemotype III คือ CBD เยอะกว่า THC สายพันธุ์แบบนี้น่าจะเหมาะกับมือใหม่หรือคนที่กังวลกับฟีลของ THC ส่วน terpene profile ของ type III ก็สำคัญที่ควรเช็ค เพราะในปริมาณน้อยๆ อาจให้ผลที่เด่นชัดกว่า THC ด้วยซ้ำ

บทสรุป

หลายพันปีที่ผ่านมา การจัดกัญชาเป็นสองหมวด sativa กับ indica ไม่ได้สร้างปัญหามากมาย แต่ตอนนี้ที่เราเปลี่ยนต้นกัญชาจาก landrace ให้กลายเป็นไฮบริดเต็มไปหมด ก็น่าจะถึงเวลาแล้วที่จะต้องตามตัวเองให้ทัน และทบทวนวิธีพูดถึงพืชชนิดนี้กันใหม่

การทำความเข้าใจ terpene อาจเป็นเรื่องที่มีประโยชน์มากสำหรับการดูแลสุขภาพของใครก็ตาม มันช่วยให้เราเข้าใจธรรมชาติมากขึ้น และเห็นว่ากัญชาที่เราใช้อาจเชื่อมโยงกับเส้นทางสุขภาพแบบองค์รวมของเราได้อย่างไรบ้าง

นักวิทยาศาสตร์ด้านกัญชาและร้านค้าบางรายตอนนี้ใช้ chemotype หรือสมดุลระหว่าง THC กับ CBD เป็นพื้นฐานในการวัดความแรง ซึ่งก็เป็นจุดยืนที่มั่นคง แต่ยังไม่ครอบคลุมเรื่อง terpene

ระบบ endocannabinoid และรสนิยมของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ดังนั้น terpene ตัวไหนที่ทำให้คุณรู้สึกดีที่สุดก็น่าจะเป็นข้อมูลที่ตรงและน่าเชื่อถือที่สุดสำหรับคุณ ลองชิมดู

Come say hi.

Drop into the nearest branch. We're better in person.

See all five branches →